งานหนังนักเรียน 4 : การมาของชายหัวโล้น
หนังนักเรียน-นักเรียนหนัง : แบบฝึกหัดชุดที่ 4
ก.ค. ส.ค. 2543

(นี่คือตอนที่ 2 ของซีรีย์ เรื่องยาวของหนังสั้น)
ความจริงแล้วเราได้ดูหนังสั้นครั้งแรกก็กับงานหนังนักเรียนนี่ล่ะ ซึ่งถือเป็นความน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเรามากในยุคนั้น จำไม่ได้แล้วว่าได้ข่าวจากไหน แต่สุดท้ายก็ได้ไปล่ะ
สมาคมฝรั่งเศส ถือเป็นสถานที่ลึกลับมากในสมัยเรา ม.4 แม้จะมีความผูกพันกับคำว่าฝรั่งเศส (เพราะเรียนศิลป์-ฝรั่งเศส) แต่ยังไงก็ดูไกลในยุคที่ไม่มีรถไฟฟ้าและรถใต้ดิน เพราะฉะนั้นการเดินทางที่ง่ายและสะดวกที่สุดคือการนั่งรถเมล์ ! แต่เราก็ไม่นั่ง...เพราะการคะยั้นคะยอให้แม่พาไปนั้นเป็นสิ่งสะดวกกว่า !
( อกตัญญูเพราะหนัง )
การไปเด็กม.ปลายอย่างผมไปดูหนังสั้นพวกนี้จะได้ความรู้สึกแปลกแยกประหนึ่งอยู่ในหนังหว่องกาไว เพราะรอบตัวมีแต่พี่ๆเด็กมหาลัยวัยฉกรรจ์ ดูทรงภูมิทรงปัญญากันทั้งนั้น ไอ้เด็กวัยเรามันก็ไม่มีเลยสักคน (อยากรู้มากว่าตอนนั้นเพื่อนๆคนอ่านกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนครับ หรือว่าได้มาร่วมงานนี้ด้วย) มีคนรู้จักอยู่ประมาณ 1 คนคือคุณธัญสกที่เอาหนังสือ หนัง:ไทย มาขาย (หน้าปกนางนาก) แล้วเราก็ไม่ซื้อ หิหิ เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าแพง และยังไม่ค่อยรู้จักหนังประเทศประหลาดที่กล่าวถึงในหนังสือเท่าไหร่
ความจำเกี่ยวกับหนังสั้นเรื่องต่างๆที่ได้ดูในงานนี้เลือนรางเต็มทีครับ เพราะปีนั้นไปแค่วันเดียว
แต่จำได้เลยว่าเรารู้สึกกลัวหนังสั้นในยุคนั้นมาก เพราะภาพของหนังสั้นสมัยนั้นมันจะดิบๆ เกรนเยอะๆ ก็คงเป็นเพราะอัดหนังลงวิดีโอนั่นล่ะ อีกทั้งหลายๆเรื่องมักจะมีเนื้อหาซาดิสม์ โหดๆ เถื่อนๆ บางเรื่องก็แนวสะท้อนด้านมืดของสังคม บางเรื่องแบบมึงจะอาร์ตไปไหนดูไม่รู้เรื่อง ซึ่งยุคนั้นไอ้หนังประเภทที่กล่าวมานี้ก็ยังไม่ค่อยดัง (ไม่มีเฮาส์ ไม่มีหนังเล็กๆที่ลิโด) ทำให้ไม่คุ้นเคยกับงานพวกนี้เท่าไหร่
มีคนถามว่า (ใครวะ) ดูหนังสั้นพวกนี้แล้วอยากทำหนังเองบ้างไหม ในตอนนั้นเราไม่คิดเลยนะ เพราะเรารู้สึกว่าไกลตัวมาก และไม่คิดว่ากล้องแฮนดิแคมจะสามารถใช้ทำหนังได้ด้วย ... อืม จริงๆแล้วมันแย่ถึงขั้นเราไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพี่ๆ ทำหนังกันได้ยังไง ใช้อะไรถ่าย รู้แค่ว่าต้องเข้านิเทศ (และสุดท้ายก็ดันเปลี่ยนใจกลางคันไม่เข้านิเทศอีก) มันเลยทำให้เราหันไปทางการเขียนแทน เพราะรู้สึกว่าได้เล่าเรื่องเหมือนกันและง่ายกว่าทำหนังเยอะมากมาย
เกร็ดพักเบรก : สัมภาษณ์แม่ ที่มีอยู่วันหนึ่งปีไหนสักปีแม่ต้องเป็นวินมอเตอร์ไซค์ขับพาเราไปดูงานหนังนักเรียนด้วย แม่บอกว่าก็จำได้หลายเรื่อง สนุกหลายเรื่อง เรื่องตลกเล็กน้อยคือ มีอีกวันหนึ่งที่แม่มาถึงงานตอนจะจบโปรแกรมสุดท้าย
พี่ที่คุมหน้าประตู : ทำไมเพิ่งมาล่ะคะ งานจะจบอยู่แล้ว
แม่ : ไม่ได้มาดูค่ะ จะมารับลูก
พี่ที่คุมหน้าประตู : ................. (ในใจคงคิดว่า ไอ้ห่า เด็กมหาลัยทำหนัง ยังให้แม่มารอรับอีกเหรอวะ)
ในวันนั้นที่เราไปดู เราเข้าโรงช้าไปเล็กน้อย พี่พนักงานก็ถือไฟฉายพาเราเข้าไปในโรงมืดๆ พอหาที่นั่งได้ก็นั่งลง ... แต่ทำไมรู้สึกว่ากูกำลังนั่งข้างเจ้าอาวาสวะ พระมาดูหนังสั้นได้ด้วยเหรอวะ อืมแล้วมันจะโกนหัวทำไมวะถ้าไม่ใช่พระ (สมัยนั้นแฟชั่นสกินเฮดดับไปนานแล้ว) พอหมดโปรแกรม ไฟเปิด ก็พบว่าเออ ใส่เสื้อยืดอย่างนี้ไม่ใช่พระแน่นอน
โฆษก : ขอเชิญคุณ
แล้วชายหัวโล้นข้างๆเราก็ยืนขึ้น เรานั่งมอง ..... เอ๊ ชื่อคุ้นๆ อ้าว กูเพิ่งเห็นในทีวีเมื่อสองวันก่อนนี่หว่า
เฮ้ยได้นั่งข้างคนดังเว้ย (ก็ไม่รู้จะตื่นเต้นทำไมตอนนั้น คิดแล้วก็ขำ)
จบการเสวนาออกมานอกโรง ก็เห้นคุณพี่ปราบดา ยืนดูบอร์ดต่างๆ + ดูดบุหรี่ ไอ้เราก็แบบ หูยๆ คนดังๆ ดูเท่มาก เขียนหนังสือหน้าปกดูสวยมากแต่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง(ตอนนั้นปราบดาเพิ่งออกหนังสือเรื่อง เมืองมุมฉาก) อยากเข้าไปขอลายเซ็นมาก สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าเข้าไปขอลายเซ็น
ผม : สวัสดีครับพี่ ขอลายเซ็นหน่อยครับพี่
( ปราบดา ตกใจเล็กน้อย เด็กที่ไหนมาขอลายเซ็นกูเนี่ย ยังไม่ทันดังเลย) : ครับๆได้ๆ
ผม : พี่เพิ่งกลับมาจากอเมริกาใช่ไหมครับ
ปราบดา : อ้อ ใช่ครับ รู้ได้ยังไง
ผม : ผมดูจากทีวีเมื่อ 2-3 วันก่อนน่ะครับ
ปราบดา : อ๋อๆ (ส่งกระดาษกลับมาให้) แล้วนี่มาดูหนังสั้นเหรอครับ
ผม : ครับ
ปราบดา : อืมๆ ดีนะ ดูเยอะๆไว้ดีครับ (หรืออะไรประมาณนี้ จำได้ไม่แน่ชัด)
ผม : ครับๆ
ปราบดา : ครับๆ
จบ. จากนั้นก็ไหว้ล่ำลาหนึ่งทีแล้วกลับบ้าน เป็นประสบการณ์ที่ฮาตัวเองมาจนบัดนี้
( อ้อ แล้วพอดูลายเซ็นที่เขาเซ็นให้ เขียนว่า คุ่น ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้จักชื่อเล่นเขา เลยอ่านว่า ตุ่น อยู่นานหลายปีทีเดียว )
จบ ของจริง
( อ้าว ไหงตอนนี้ ขึ้นเป็นหนังสั้น จบเป็นการบ้าดาราไปซะงั้นล่ะ )
สรุปแล้วบรรยากาศของการฉายหนังสั้นสมัย เรารู้สึกว่ามันครึกครื้นและอบอุ่นกว่าสมัยนี้เยอะมาก ในโรงฉายที่สมาคมฝรั่งเศสมักจะเต็มอยู่เสมอๆ อาจด้วยเพราะคนที่มาดู ไม่ได้มาเฉพาะคนทำ อาจจะมีเพื่อนคนทำ ญาติคนทำมาร่วมใจกันดูอีกมากมาย ทุกครั้งที่หนังตลก เสียงหัวเราะจะดังจนเราที่อาจจะไม่ได้ขำขนาดนั้นก็ต้องพาลหัวเราะไปกับเขาด้วย ออกมานอกโรงบรรยากาศก็ชื่นมื่นพี่ๆมากมายพูดคุยกันสนุกสนาน อยากให้งานหนังสั้นสมัยนี้เป็นแบบนั้นบ้าง ได้ข่าวว่างานฉายหนังมาราธอนของมูลนิธิหนังไทยคนก็น้อยสุด (ซึ่งเราก็ไปดูอยู่ 2-3 วันครับ ก็พบว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ ในโรงมีอยู่ 4-5 คน และหน้าเดิมๆ ทั้งๆที่จัดงานอยู่กลางเมืองสุดๆแล้วนะ)
อาจเป็นเพราะหนังสั้นสมัยนี้มันทำง่ายขึ้นด้วยมั้ง จำนวนทีมงานก็น้อยลง ความปลื้มใจที่ทำผลงานเสร็จเรื่องหนึ่งมันก็น้อยตาม
คิดถึงวันนั้นครับ
รักหนังสั้น
นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์
ตอนต่อไปพบกับ Any Film Club : การปรากฏตัวของธัญสก(อ่านว่า ธัน-ยะ-สก)
edit @ 2006/08/14 00:15:07
) หนังอะไรที่ชาวบ้านเค้าดูกันไปแล้วตั้งแต่ประถมอย่าง Jurassic Park, Speed, etc. เราก็เพิ่งจะได้มาดูเอาตอนนี้แหละ คิดแล้วอนาถตัวเองจริงๆแฮะ
ยังไงจะติดตามอ่านไปเรื่อยๆนะคะ